โบท็อกกราม (Botox กราม / ลดกราม): เหมาะกับใคร เห็นผลเมื่อไร?
โบท็อกกรามคือการฉีด Botulinum Toxin เข้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยวเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อกราม เหมาะกับผู้ที่กรามเด่นจากกล้ามเนื้อมากกว่ากระดูก เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณ 2-4 สัปดาห์ เต็มผลราว 6-8 สัปดาห์ และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
สรุปสั้น ๆ: โบท็อกกรามคืออะไร และช่วยลดกรามได้อย่างไร
โบท็อกกราม (Botox กราม / ลดกราม) คือการฉีด Botulinum Toxin เข้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter Muscle) บริเวณกรามเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อใช้งานน้อยลงเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ ขนาดกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เล็กลง ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน เหมาะกับผู้ที่กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ
ตรวจทบทวนโดย นพ. บัณณ์กฤษฎ์ หวังวิทยาคุณ (หมอเน็ท) · เลขใบประกอบวิชาชีพ ว.56133 · อัปเดต ตุลาคม 2569
ภาพรวมการรักษา
กล้ามเนื้อบดเคี้ยวเป็นกล้ามเนื้อสำคัญที่ใช้ในการเคี้ยวและขบฟัน ตั้งอยู่ด้านข้างของกรามทั้งสองข้าง หากกล้ามเนื้อนี้มีขนาดใหญ่จากพันธุกรรม นิสัยการกัดฟันตลอดเวลา หรือการขบฟันขณะนอนหลับ (Bruxism) จะทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูกว้างและเหลี่ยมคม
การฉีดโบท็อกซ์กรามใช้หลักการเดียวกับการฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอย คือการบล็อกสัญญาณระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แต่เป้าหมายจะต่างกัน โบท็อกซ์กรามไม่ได้มุ่งลดริ้วรอย แต่มุ่งลดขนาดกล้ามเนื้อให้เล็กลง เมื่อกล้ามเนื้อทำงานน้อยลงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ขนาดกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง
นอกจากการปรับรูปใบหน้าแล้ว โบท็อกซ์กรามอาจช่วยลดแรงกัดหรืออาการบางอย่างที่สัมพันธ์กับการขบฟันในบางราย เนื่องจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทำงานน้อยลง ที่คลินิกสนามบินน้ำ แพทย์จะประเมินขนาดกล้ามเนื้อ โครงสร้างกราม และประวัติอาการก่อนวางแผนการฉีดที่เหมาะสม
เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่มีกล้ามเนื้อบดเคี้ยวใหญ่จากพันธุกรรม ทำให้ใบหน้าดูกว้างเหลี่ยม
- ผู้ที่มีนิสัยกัดฟันหรือขบฟันตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวโตขึ้น
- ผู้ที่มีอาการขบฟันขณะนอนหลับ (Bruxism) และต้องการให้แพทย์ประเมินแรงกัดหรืออาการปวดขากรรไกร
- ผู้ที่ต้องการปรับใบหน้าให้เรียวลงโดยไม่ผ่าตัด
- ผู้ที่มีใบหน้าไม่สมมาตรจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวข้างใดข้างหนึ่งใหญ่กว่า
- ผู้ที่ต้องการทดลองปรับรูปกรามก่อนพิจารณาศัลยกรรม
ควรปรึกษาแพทย์ก่อน / ไม่เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) หรือกลุ่มอาการ Eaton-Lambert
- ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของโบท็อกซ์
- ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณใบหน้า
- ผู้ที่กรามใหญ่จากกระดูกโครงสร้างมากกว่ากล้ามเนื้อ อาจต้องพิจารณาวิธีอื่น
- ผู้ที่รับประทานยากลุ่ม Aminoglycoside ควรแจ้งแพทย์
แพทย์จะประเมินอะไรบ้างก่อนทำโบท็อกซ์กราม
- 1 ขนาดและรูปทรงของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทั้งสองข้าง โดยให้ขบฟันเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานและสัมผัสดูขนาด
- 2 โครงสร้างกระดูกกรามเพื่อดูว่าปัญหาเกิดจากกล้ามเนื้อหรือกระดูก
- 3 ความสมมาตรของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทั้งสองข้าง เพื่อวางแผนปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละข้าง
- 4 นิสัยการกัดฟันหรือขบฟัน เพื่อประเมินว่ามีอาการ Bruxism หรือไม่
- 5 ประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทาน และประวัติการแพ้
- 6 ความคาดหวังของผู้รับบริการ เพื่ออธิบายขอบเขตผลลัพธ์ที่เป็นไปได้
ฉีดโบท็อกซ์กรามแถวสนามบินน้ำ นนทบุรี ควรประเมินอะไร
สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้สนามบินน้ำ งามวงศ์วาน แคราย หรือเมืองนนทบุรี การประเมินก่อนฉีดโบท็อกซ์กรามควรแยกให้ชัดว่ากรามเด่นจากกล้ามเนื้อ กระดูก หรือไขมัน เพราะแต่ละสาเหตุใช้แนวทางดูแลต่างกัน
ที่คลินิกสนามบินน้ำ แพทย์จะให้ขบฟันเพื่อคลำกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ดูความสมมาตรของใบหน้า และซักประวัติการกัดฟันหรือปวดขากรรไกรก่อนวางแผนปริมาณยาและตำแหน่งฉีด
ขั้นตอนการทำโบท็อกซ์กราม
ประเมินกล้ามเนื้อบดเคี้ยว
แพทย์ให้ผู้รับบริการขบฟันเพื่อให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวทำงาน จากนั้นสัมผัสและประเมินขนาดกล้ามเนื้อทั้งสองข้าง
ทำความสะอาดและทำเครื่องหมายจุด
ทำความสะอาดบริเวณกราม ทำเครื่องหมายจุดที่จะฉีดบนกล้ามเนื้อบดเคี้ยว อาจใช้น้ำแข็งเพื่อลดความเจ็บ
ฉีดโบท็อกซ์
ฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยว 3-5 จุดต่อข้าง ตามตำแหน่งที่วางแผนไว้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
ประเมินและให้คำแนะนำ
แพทย์ประเมินผลเบื้องต้น ให้คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังทำ และนัดติดตามผลที่ 4-6 สัปดาห์
ระยะเวลาและผลที่คาดว่าจะได้
| ระยะเวลา | ผลที่คาดว่าจะได้ |
|---|---|
| 2-4 สัปดาห์แรก | เริ่มเห็นกล้ามเนื้อบดเคี้ยวอ่อนตัวลง ขบฟันแรงลง |
| 6-8 สัปดาห์ | เต็มผลในหลายราย กล้ามเนื้อบดเคี้ยวอาจดูเล็กลงและกรอบหน้าดูเปลี่ยนตามการตอบสนอง |
| 4-6 เดือน | ผลค่อย ๆ กลับคืนสภาพปกติเมื่อกล้ามเนื้อทำงานอีกครั้ง |
| ระยะเวลาทำ | ประมาณ 15-20 นาที |
ผลของโบท็อกซ์กรามอยู่ได้นานแค่ไหน
ผลของโบท็อกซ์กรามคงอยู่ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฉีด การเผาผลาญของแต่ละบุคคล และพฤติกรรม เช่น นิสัยการกัดฟันที่อาจทำให้กล้ามเนื้อทำงานมากและผลลดลงเร็วขึ้น บางคนที่ฉีดอย่างสม่ำเสมอหลายครั้งอาจพบว่าผลคงอยู่นานขึ้นเล็กน้อยในระยะยาว เนื่องจากกล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ความเสี่ยงและผลข้างเคียง
พบได้บ่อย (ชั่วคราว)
- เจ็บหรือไม่สบายเล็กน้อยตอนฉีด
- รอยเขียวเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
- รู้สึกอ่อนแรงหรือเมื่อยเล็กน้อยเมื่อเคี้ยวอาหารในช่วงแรก
- บวมหรือรอยแดงเล็กน้อย
พบได้น้อย
- ยิ้มไม่เต็มที่ (หากสารกระจายถึงกล้ามเนื้อรอบปาก)
- รู้สึกเคี้ยวยากหรือแรงน้อยผิดปกติ
- ใบหน้าไม่สมมาตร (หากฉีดปริมาณไม่เท่ากันทั้งสองข้าง)
- อาการแพ้ ผื่น หรืออักเสบ
ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มตอบ ยิ้มเบี้ยว เกิดจากอะไร
อาการยิ้มไม่เต็มที่หรือแก้มดูตอนเมื่อยิ้ม ส่วนใหญ่เกิดจากสารกระจายไปถึงกล้ามเนื้อรอบปาก ซึ่งอยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อกราม หากฉีดตำแหน่งสูงเกินไปหรือปริมาณมากเกินไปในคนกรามเล็ก จะเกิดอาการนี้ได้ ส่วนสาเหตุอื่นที่พบบ่อยคือฉีดสองข้างไม่เท่ากัน หรือมีฟันยื่นทำให้รูปร่างกรามไม่สมมาตรอยู่ก่อนแล้ว
อาการที่ควรสังเกต และระยะเวลาที่มักหายเอง
| อาการ | สาเหตุที่พบบ่อย | มักหายเองเมื่อไร |
|---|---|---|
| ยิ้มไม่เต็มที่ แก้มตอนเมื่อยิ้ม | สารกระจายถึงกล้ามเนื้อรอบปาก หรือฉีดสูง/มากเกินไป | 2-8 สัปดาห์ ตามระดับการเคลื่อนของสาร |
| เคี้ยวยาก เคี้ยวไม่แรง | กล้ามเนื้อกรามยังทำงานไม่เต็มที่ในช่วงแรก | 2-6 สัปดาห์ เมื่อระดับยาลดลง |
| กรามเล็กลงตามข้างหนึ่งข้าง | ปริมาณไม่เท่ากันระหว่างสองข้าง หรือกล้ามเนื้อตอบสนองต่างกัน | ต้องพบแพทย์ประเมิน ไม่ใช่รอเอง |
| เหงือกเผยเมื่อยิ้ม ฟันสัมผัส | กรามเล็กผิดปกติอยู่แล้ว หรือมีฟันยื่น | เป็นลักษณะโครงสร้าง ไม่ใช่ผลข้างเคียงของยา |
ทำอย่างไรไม่ให้เกิด
- ให้แพทย์ประเมินการสบฟันและการยิ้มก่อนฉีดทุกครั้ง คนฟันยื่นหรือยิ้มเห็นเหงือกมากต้องปรับจุดฉีดและปริมาณให้เหมาะกับโครงสร้างจริง
- เลือกปริมาณและตำแหน่งตามความหนาของกรามแต่ละคน ไม่ใช้ปริมาตายตัว โดยเฉพาะคนกรามเล็กที่ไม่เคยฉีดมาก่อน
- ฉีดสองข้างให้สมมาตรกัน และนัดตรวจผลหลังทำ 2 สัปดาห์
- ถ้ามีอาการแก้มตอนหรือยิ้มเบี้ยวหลังทำ ให้แจ้งคลินิกและนัดหมายพบแพทย์ ส่วนใหญ่ปรับได้ด้วยการรอหรือปรับปริมาณในนัดถัดไป
เปรียบเทียบโบท็อกซ์กรามกับวิธีอื่น
| ตัวเลือก | หลักการ | ระยะผล | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| โบท็อกซ์กราม | ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวให้ขนาดเล็กลง | 4-6 เดือน | กรามกว้างจากกล้ามเนื้อใหญ่ ขบฟัน |
| เมโสแฟต | ฉีดสารละลายไขมันเข้าบริเวณที่มีไขมันสะสม | หลายเซสชัน | ไขมันสะสมใต้คาง แก้ม กราม |
| ศัลยกรรมกราม | ตัดกระดูกกรามหรือเลื่อนกระดูกขากรรไกร | ถาวร | กรามกว้างจากกระดูกโครงสร้าง |
คำถามที่พบบ่อย
โบท็อกซ์กรามคืออะไร
โบท็อกซ์กรามคือการฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เข้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter Muscle) บริเวณแก้มส่วนล่างเพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ขนาดกล้ามเนื้อเล็กลงและใบหน้าดูเรียวขึ้น ได้รับอนุมัติจากอย. สำหรับใช้ในทางการแพทย์และเวชศาสตร์ความงาม
โบท็อกซ์กรามทำแล้วเห็นผลเมื่อไหร่
ผลเริ่มเห็นได้ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังฉีด กล้ามเนื้อบดเคี้ยวจะเริ่มเล็กลงและใบหน้าดูเรียวขึ้น เต็มผลที่ 6-8 สัปดาห์ ผลคงอยู่ประมาณ 4-6 เดือน
โบท็อกซ์กรามทำให้ใบหน้าเรียวได้จริงไหม
โบท็อกซ์กรามลดขนาดกล้ามเนื้อบดเคี้ยวซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านข้างของกราม ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวขึ้น ผลนี้เห็นได้ชัดกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อบดเคี้ยวใหญ่จากพันธุกรรมหรือนิสัยการกัดฟัน/ขบฟัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
โบท็อกซ์กรามกับเมโสแฟตต่างกันยังไง
โบท็อกซ์กรามลดขนาดกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ทำให้ใบหน้าเรียวจากการลดกล้ามเนื้อ ส่วนเมโสแฟทฉีดสารละลายไขมันเข้าบริเวณที่มีไขมันสะสม เช่น ใต้คาง แก้ม หรือกราม ทั้งสองวิธีมีจุดเป้าหมายต่างกัน แต่มักใช้ร่วมกันเพื่อปรับสัดส่วนใบหน้าให้เรียวลงอย่างเป็นธรรมชาติ
ทำโบท็อกซ์กรามแล้วกินยากได้ไหม
ทำได้ตามปกติ โบท็อกซ์กรามไม่กระทบกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร แต่อาจรู้สึกเมื่อยเล็กน้อยช่วงแรกหลังฉีด หากกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ
กรามใหญ่ต้องทำโบท็อกซ์ไหมหรือควรผ่าตัด
ขึ้นอยู่กับสาเหตุของกรามใหญ่ หากเกิดจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวตัวใหญ่ โบท็อกซ์อาจเพียงพอ หากเกิดจากกระดูกกรามที่โผล่ออกมามากหรือมีโครงกรามกว้างตามโครงสร้าง อาจต้องพิจารณาศัลยกรรมกราม แพทย์จะประเมินและแนะนำวิธีที่เหมาะสม
คำตอบจากหมอที่เกี่ยวข้อง
การรักษาที่เกี่ยวข้อง
นัดปรึกษาโบท็อกซ์กราม
คลินิกสนามบินน้ำ — 421 ถนนงามวงศ์วาน ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
โทรสอบถาม/นัดหมาย: 086-464-2410
💬 LINE: @clinicsanambinnam
คลินิกเปิดทำการทุกวัน 10.30 น.-20.00 น.
เนื้อหาในหน้านี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเชิงการศึกษาเท่านั้น การรักษาจริงต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล