ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Botox กราม

การฉีดบ๊อท็อกซ์เพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อเมี้ยว ปรับใบหน้าให้เรียว โดยแพทย์ประจำคลินิกสนามบินน้ำ

บ๊อท็อกซ์กรามคืออะไร

บ๊อท็อกซ์กรามคือการฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เข้ากล้ามเนื้อเมี้ยว (Masseter Muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านข้างของกราม การฉีดบ๊อท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อเมี้ยวหดตัวน้อยลง เมื่อใช้งานน้อยลงเป็นเวลานาน ขนาดกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เล็กลง ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวขึ้นตามธรรมชาติ

ภาพรวมการรักษา

กล้ามเนื้อเมี้ยวเป็นกล้ามเนื้อสำคัญที่ใช้ในการเคี้ยวและขบฟัน ตั้งอยู่ด้านข้างของกรามทั้งสองข้าง หากกล้ามเนื้อนี้มีขนาดใหญ่จากพันธุกรรม นิสัยการกัดฟันตลอดเวลา หรือการขบฟันขณะนอนหลับ (Bruxism) จะทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูกว้างและเหลี่ยมคม

การฉีดบ๊อท็อกซ์กรามใช้หลักการเดียวกับการฉีดบ๊อท็อกซ์ลดริ้วรอย คือการบล็อกสัญญาณระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แต่เป้าหมายจะต่างกัน บ๊อท็อกซ์กรามไม่ได้มุ่งลดริ้วรอย แต่มุ่งลดขนาดกล้ามเนื้อให้เล็กลง เมื่อกล้ามเนื้อทำงานน้อยลงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ขนาดกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง

นอกจากปรับรูปใบหน้าแล้ว บ๊อท็อกซ์กรามยังช่วยลดอาการขบฟันในเวลากลางคืนได้ด้วย เนื่องจากกล้ามเนื้อเมี้ยวทำงานน้อยลง ผู้ที่มีอาการปวดขากรรไกรจากการขบฟันอาจได้ประโยชน์ร่วมด้วย ที่คลินิกสนามบินน้ำ แพทย์จะประเมินขนาดกล้ามเนื้อและโครงสร้างกรามก่อนเพื่อวางแผนการฉีดที่เหมาะสม

เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่มีกล้ามเนื้อเมี้ยวใหญ่จากพันธุกรรม ทำให้ใบหน้าดูกว้างเหลี่ยม
  • ผู้ที่มีนิสัยกัดฟันหรือขบฟันตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อเมี้ยวโตขึ้น
  • ผู้ที่มีอาการขบฟันขณะนอนหลับ (Bruxism) และอยากลดอาการปวดขากรรไกร
  • ผู้ที่ต้องการปรับใบหน้าให้เรียวลงโดยไม่ผ่าตัด
  • ผู้ที่มีใบหน้าไม่สมมาตรจากกล้ามเนื้อเมี้ยวข้างใดข้างหนึ่งใหญ่กว่า
  • ผู้ที่ต้องการทดลองปรับรูปกรามก่อนพิจารณาศัลยกรรม

ควรปรึกษาแพทย์ก่อน / ไม่เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) หรือกลุ่มอาการ Eaton-Lambert
  • ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของบ๊อท็อกซ์
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณใบหน้า
  • ผู้ที่กรามใหญ่จากกระดูกโครงสร้างมากกว่ากล้ามเนื้อ อาจต้องพิจารณาวิธีอื่น
  • ผู้ที่รับประทานยากลุ่ม Aminoglycoside ควรแจ้งแพทย์

แพทย์จะประเมินอะไรบ้างก่อนทำบ๊อท็อกซ์กราม

  1. 1. ขนาดและรูปทรงของกล้ามเนื้อเมี้ยวทั้งสองข้าง โดยให้ขบฟันเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานและสัมผัสดูขนาด
  2. 2. โครงสร้างกระดูกกรามเพื่อดูว่าปัญหาเกิดจากกล้ามเนื้อหรือกระดูก
  3. 3. ความสมมาตรของกล้ามเนื้อเมี้ยวทั้งสองข้าง เพื่อวางแผนปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละข้าง
  4. 4. นิสัยการกัดฟันหรือขบฟัน เพื่อประเมินว่ามีอาการ Bruxism หรือไม่
  5. 5. ประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทาน และประวัติการแพ้
  6. 6. ความคาดหวังของผู้รับบริการ เพื่ออธิบายขอบเขตผลลัพธ์ที่เป็นไปได้

ขั้นตอนการทำบ๊อท็อกซ์กราม

1

ประเมินกล้ามเนื้อเมี้ยว

แพทย์ให้ผู้รับบริการขบฟันเพื่อให้กล้ามเนื้อเมี้ยวทำงาน จากนั้นสัมผัสและประเมินขนาดกล้ามเนื้อทั้งสองข้าง

2

ทำความสะอาดและทำเครื่องหมายจุด

ทำความสะอาดบริเวณกราม ทำเครื่องหมายจุดที่จะฉีดบนกล้ามเนื้อเมี้ยว อาจใช้น้ำแข็งเพื่อลดความเจ็บ

3

ฉีดบ๊อท็อกซ์

ฉีดบ๊อท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อเมี้ยว 3-5 จุดต่อข้าง ตามตำแหน่งที่วางแผนไว้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

4

ประเมินและให้คำแนะนำ

แพทย์ประเมินผลเบื้องต้น ให้คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังทำ และนัดติดตามผลที่ 4-6 สัปดาห์

ระยะเวลาและผลที่คาดว่าจะได้

ระยะเวลา ผลที่คาดว่าจะได้
2-4 สัปดาห์แรกเริ่มเห็นกล้ามเนื้อเมี้ยวอ่อนตัวลง ขบฟันแรงลง
6-8 สัปดาห์เต็มผล กล้ามเนื้อเมี้ยวเล็กลงชัดเจน ใบหน้าเรียวขึ้น
4-6 เดือนผลค่อย ๆ กลับคืนสภาพปกติเมื่อกล้ามเนื้อทำงานอีกครั้ง
ระยะเวลาทำประมาณ 15-20 นาที

ผลของบ๊อท็อกซ์กรามอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลของบ๊อท็อกซ์กรามคงอยู่ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฉีด การเผาผลาญของแต่ละบุคคล และพฤติกรรม เช่น นิสัยการกัดฟันที่อาจทำให้กล้ามเนื้อทำงานมากและผลลดลงเร็วขึ้น บางคนที่ฉีดอย่างสม่ำเสมอหลายครั้งอาจพบว่าผลคงอยู่นานขึ้นเล็กน้อยในระยะยาว เนื่องจากกล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ความเสี่ยงและผลข้างเคียง

พบได้บ่อย (ชั่วคราว)

  • • เจ็บหรือไม่สบายเล็กน้อยตอนฉีด
  • • รอยเขียวเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • • รู้สึกอ่อนแรงหรือเมื่อยเล็กน้อยเมื่อเคี้ยวอาหารในช่วงแรก
  • • บวมหรือรอยแดงเล็กน้อย

พบได้น้อย

  • • ยิ้มไม่เต็มที่ (หากสารกระจายถึงกล้ามเนื้อรอบปาก)
  • • รู้สึกเคี้ยวยากหรือแรงน้อยผิดปกติ
  • • ใบหน้าไม่สมมาตร (หากฉีดปริมาณไม่เท่ากันทั้งสองข้าง)
  • • อาการแพ้ ผื่น หรืออักเสบ

เปรียบเทียบบ๊อท็อกซ์กรามกับวิธีอื่น

ตัวเลือก หลักการ ระยะผล เหมาะกับ
บ๊อท็อกซ์กรามลดการหดตัวของกล้ามเนื้อเมี้ยวให้ขนาดเล็กลง4-6 เดือนกรามกว้างจากกล้ามเนื้อใหญ่ ขบฟัน
เมโสแฟตฉีดสารละลายไขมันเข้าบริเวณที่มีไขมันสะสมหลายเซสชันไขมันสะสมใต้คาง แก้ม กราม
ศัลยกรรมกรามตัดกระดูกกรามหรือเลื่อนกระดูกขากรรไกรถาวรกรามกว้างจากกระดูกโครงสร้าง

คำถามที่พบบ่อย

บ๊อท็อกซ์กรามคืออะไร

บ๊อท็อกซ์กรามคือการฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เข้ากล้ามเนื้อเมี้ยว (Masseter Muscle) บริเวณแก้มส่วนล่างเพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ขนาดกล้ามเนื้อเล็กลงและใบหน้าดูเรียวขึ้น ได้รับอนุมัติจากอย. สำหรับใช้ในทางการแพทย์และเวชศาสตร์ความงาม

บ๊อท็อกซ์กรามทำแล้วเห็นผลเมื่อไหร่

ผลเริ่มเห็นได้ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังฉีด กล้ามเนื้อเมี้ยวจะเริ่มเล็กลงและใบหน้าดูเรียวขึ้น เต็มผลที่ 6-8 สัปดาห์ ผลคงอยู่ประมาณ 4-6 เดือน

บ๊อท็อกซ์กรามทำให้ใบหน้าเรียวได้จริงไหม

บ๊อท็อกซ์กรามลดขนาดกล้ามเนื้อเมี้ยวซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านข้างของกราม ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวขึ้น ผลนี้เห็นได้ชัดกับผู้ที่มีกล้ามเนื้อเมี้ยวใหญ่จากพันธุกรรมหรือนิสัยการกัดฟัน/ขบฟัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

บ๊อท็อกซ์กรามกับเมโสแฟตต่างกันยังไง

บ๊อท็อกซ์กรามลดขนาดกล้ามเนื้อเมี้ยว ทำให้ใบหน้าเรียวจากการลดกล้ามเนื้อ ส่วนเมโสแฟทฉีดสารละลายไขมันเข้าบริเวณที่มีไขมันสะสม เช่น ใต้คาง แก้ม หรือกราม ทั้งสองวิธีมีจุดเป้าหมายต่างกัน แต่มักใช้ร่วมกันเพื่อปรับสัดส่วนใบหน้าให้เรียวลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำบ๊อท็อกซ์กรามแล้วกินยากได้ไหม

ทำได้ตามปกติ บ๊อท็อกซ์กรามไม่กระทบกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร แต่อาจรู้สึกเมื่อยเล็กน้อยช่วงแรกหลังฉีด หากกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ

กรามใหญ่ต้องทำบ๊อท็อกซ์ไหมหรือควรผ่าตัด

ขึ้นอยู่กับสาเหตุของกรามใหญ่ หากเกิดจากกล้ามเนื้อเมี้ยวตัวใหญ่ บ๊อท็อกซ์อาจเพียงพอ หากเกิดจากกระดูกกรามที่โผล่ออกมามากหรือมีโครงกรามกว้างตามโครงสร้าง อาจต้องพิจารณาศัลยกรรมกราม แพทย์จะประเมินและแนะนำวิธีที่เหมาะสม

คำตอบจากหมอที่เกี่ยวข้อง

การรักษาที่เกี่ยวข้อง

นัดปรึกษาบ๊อท็อกซ์กราม

📍 คลินิกสนามบินน้ำ — 260/1 ถ.นนทบุรี1 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

📞 โทรสอบถาม/นัดหมาย: 086-464-2410

💬 LINE: @clinicsanambinnam

🕐 เปิดทุกวัน 10:30–20:30 น.

นัดหมายออนไลน์
เขียนโดย นพ.เน็ท — แพทย์ประจำคลินิกสนามบินน้ำ
ตรวจสอบล่าสุด 16 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในหน้านี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเชิงการศึกษาเท่านั้น การรักษาจริงต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล